ข่าวเศรษฐกิจ เอกนิติ

ท่ามกลางการเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาพภูมิอากาศ ทั้งคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นในโลกตะวันตก และพายุรุนแรงที่ทำให้หลายประเทศเกิดน้ำท่วมรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

รัฐบาลของประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ได้ตระหนักมากขึ้นถึงความสำคัญของการรักษาสุขภาพ และการดูแลสิ่งแวดล้อม และได้แปรเปลี่ยนเป็น “นโยบาย” เพื่อที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น

ข่าวเศรษฐกิจ เอกนิติ

ในกรณีของประเทศไทยนั้น ในแต่ละปีรัฐบาลต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของคนไทยไม่ต่ำกว่า 200,000-400,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ประเทศ ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ยิ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยเพิ่มเป็นทวีคูนในการดูแลผู้สูงอายุ

ขณะเดียวกัน การก้าวสู่ Green Economy หรือ “เศรษฐกิจสีเขียว” ก็เป็นอีกพันธกิจที่รัฐบาลไทยได้ประกาศไว้ในเวทีโลก ซึ่งนอกเหนือจากจะเป็นการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมไทยให้เข้าสู่ “สังคมคาร์บอนต่ำ” แล้ว ยังช่วยยกระดับสินค้าไทยให้ตอบโจทย์พฤติกรรมของคนทั่วโลกที่ใส่ใจสิ่งแวด ล้อม และกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไปได้อีกด้วย

และเครื่องมือที่สำคัญเครื่องมือหนึ่งที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยน แปลงได้เร็วขึ้นหนีไม่พ้น “การจัดเก็บภาษี” รัฐบาลจึงสั่งการให้กระทรวงการคลัง ศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศ หาช่องทางการเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษี และการจัดเก็บภาษีสินค้าใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืนในอนาคต

“กรมสรรพสามิต” ซึ่งมีพิกัดอัตราภาษีเกี่ยวข้องกับสินค้าเหล่านี้โดยตรง จึงมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจของไทย และเร่งเดินหน้าปรับปรุงระบบภาษี และปรับโครงสร้างภาษีในระยะต่อไป ซึ่ง “ไม่ใช่เรื่องง่าย และมีผลกระทบกับหลายภาคส่วน จำเป็นต้องคิดและทำอย่างละเอียดรอบคอบให้มากที่สุด”

“ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต ถึงบริบทการทำงานในปีงบประมาณ 2566 และเป้าหมายการทำงานหลังรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา

เปิด 4 เทรนด์ท้าทายการทำงาน

ทั้งนี้ ก่อนที่จะเล่าให้ “ทีมเศรษฐกิจ” ฟังถึงแนวทางการทำงานในระยะต่อไป ดร.เอกนิติ เล่าย้อนให้ฟังถึงช่วงที่เข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิตหมาดๆ ว่า “ในช่วงนั้น พยายามเรียนรู้งานในทุกมิติของกรมสรรพสามิต รวมถึงเข้าร่วมประชุมกับทุกส่วนงาน เพื่อสร้างความเข้าใจ พร้อมให้โจทย์เจ้าหน้าที่ทุกคนว่า ต้องการเห็นกรมสรรพสามิตไปในทิศทางใดและเป็นอย่างไรในอนาคต”

และเมื่อได้คำตอบแล้ว ก็มาร่วมกันจัดทำยุทธศาสตร์องค์กร เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้เป็นจริงได้ ขณะเดียวกัน ได้ประสานนำ 4 ปัจจัยที่เป็นเทรนด์ความท้าทายและมีผลกระทบต่อการทำงานของกรมสรรพสามิตอย่างมากในขณะนี้มาร่วมพิจารณาการจัดยุทธ ศาสตร์และกลยุทธ์ เพื่อพัฒนาองค์กรด้วย

เทรนด์แรก คือ การปรับตัวรับเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ยังมีปัญหาสงครามการค้า และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เทรนด์ที่ 2 ที่ตามมาติดๆ และถูกเร่งให้เร็วขึ้นจากโควิด-19 คือ การเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของภาคธุรกิจและผู้บริโภค

ตามมาด้วย เทรนด์ที่ 3 คือ การเข้าสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้การเติบโตของธุรกิจด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น และเทรนด์สุดท้าย คือ การรับมือกับสภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกก่อให้เกิดกติกาใหม่ๆ ด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม ที่เข้มงวดขึ้นในเวทีการค้าโลก ทั้งการลดก๊าซเรือนกระจก และการตั้งเป้าลดคาร์บอน ไปจนถึง ZERO CARBON ฯลฯ

“กรมสรรพสามิต ถือเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมีส่วนสำคัญในการสร้างมาตรฐานใหม่ๆ และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ด้วยการใช้มาตรการภาษีสนับ สนุนให้อุตสาหกรรมต่างๆเติบโต เช่น อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใช้มาตรการภาษีลดการบริโภคสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ”

จึงเป็นที่มาของยุทธศาสตร์ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาษีสรรพสามิต ที่มุ่งเน้นการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล” (Environ ment–Social–Good Governance หรือ ESG) ที่จะช่วยสร้างมาตรฐานสากลให้กับภาคธุรกิจไทย และเดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน